วิธีป้องกันการตั้งครรภ์ทั้งหมด เปรียบเทียบทุกวิธี เลือกแบบไหนดี
วิธีป้องกันการตั้งครรภ์ทั้งหมดในปัจจุบัน
การป้องกันการตั้งครรภ์ (Contraception) เป็นวิธีลดโอกาสการตั้งครรภ์เมื่อมีเพศสัมพันธ์ โดยแต่ละวิธีมีระดับประสิทธิภาพ ความสะดวก ค่าใช้จ่าย และความสามารถในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แตกต่างกัน ปัจจุบันมีวิธีคุมกำเนิดมากกว่า 15 วิธี ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ได้แก่
-
การใช้ถุงยางอนามัย
-
การคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน
-
การคุมกำเนิดระยะยาว
-
การคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ
-
การคุมกำเนิดถาวร
-
การคุมกำเนิดฉุกเฉิน
บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จักทุกวิธีอย่างละเอียด
1. ถุงยางอนามัยผู้ชาย (Male Condom)
ถุงยางอนามัยเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะใช้งานง่าย หาซื้อง่าย และเป็นวิธีเดียวที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีการทำงาน: สวมถุงยางบนอวัยวะเพศก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าสู่ช่องคลอด
ประสิทธิภาพ: ใช้อย่างถูกต้องทุกครั้ง มากกว่า 98% Zการใช้งานจริงประมาณ (87%)
ข้อดี: ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, ไม่มีผลต่อฮอร์โมน, ไม่มีผลต่อการเจริญพันธุ์, หาซื้อง่าย
ข้อเสีย: อาจฉีกขาดหากใช้ผิดวิธี, ต้องใช้ทุกครั้ง, ห้ามใช้ซ้ำ
2. ถุงยางอนามัยผู้หญิง (Female Condom)
เป็นปลอกพลาสติกนุ่มที่ใส่ไว้ภายในช่องคลอดก่อนมีเพศสัมพันธ์
ประสิทธิภาพ: ประมาณ 79-95% ขึ้นอยู่กับการใช้งาน
ข้อดี: ผู้หญิงควบคุมการป้องกันได้เอง, ลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ข้อเสีย: ราคาสูงกว่าถุงยางผู้ชาย< หาซื้อยากกว่า
3. ไดอะแฟรม (Diaphragm)
อุปกรณ์ซิลิโคนรูปถ้วย ใช้ปิดบริเวณปากมดลูก เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าสู่มดลูก มักใช้ร่วมกับสารฆ่าอสุจิ (Spermicide)
ประสิทธิภาพ: ประมาณ 83%
ข้อดี: ไม่มีฮอร์โมน, ใช้ซ้ำได้
ข้อเสีย: ต้องได้รับการวัดขนาดโดยแพทย์, ต้องใส่ให้ถูกตำแหน่ง
4. ยาเม็ดคุมกำเนิด (Birth Control Pills)
เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมาก โดยแบ่งเป็น ยาคุมฮอร์โมนรวม ยาคุมชนิดฮอร์โมนเดี่ยว
ประสิทธิภาพ: ใช้อย่างถูกต้องมากกว่า 99% (การใช้งานจริงประมาณ 93%)
ข้อดี: ประจำเดือนสม่ำเสมอ, ลดอาการปวดประจำเดือน, ลดสิวในบางสูตร
ข้อเสีย: ต้องกินทุกวัน, ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
5. ยาฉีดคุมกำเนิด (Depo-Provera)
เป็นยาคุมที่ต้องฉีดทุกๆ 3 เดือน
ประสิทธิภาพ: ประมาณ 96%
ข้อดี: ไม่ต้องกินยาทุกวัน, เหมาะกับผู้ที่ลืมกินยา
ข้อเสีย: ประจำเดือนอาจผิดปกติ, น้ำหนักเพิ่มในบางราย, การกลับมามีบุตรอาจใช้เวลาหลังหยุดยา
6. แผ่นแปะคุมกำเนิด (Contraceptive Patch)
แปะบริเวณต้นแขน หลัง หรือสะโพก เปลี่ยนสัปดาห์ละครั้ง
ประสิทธิภาพ: ประมาณ 93-99%
7. วงแหวนคุมกำเนิด (Vaginal Ring)
ใส่ไว้ในช่องคลอด 3 สัปดาห์ แล้วพัก 1 สัปดาห์
ประสิทธิภาพ: ประมาณ 93-99%
8. ยาฝังคุมกำเนิด (Contraceptive Implant)
แท่งฮอร์โมนขนาดเล็ก ฝังใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขน ระยะเวลา 3-5 ปี (ขึ้นกับชนิด)
ประสิทธิภาพ: มากกว่า 99%
ข้อดี: ประสิทธิภาพสูงมาก, ไม่ต้องจำกินยา
9. ห่วงอนามัย (IUD)
แบ่งเป็นห่วงทองแดง (Copper IUD) ไม่มีฮอร์โมน อยู่ได้นาน 10-12 ปี ห่วงฮอร์โมน (Hormonal IUD) ปล่อยฮอร์โมนเฉพาะที่ อยู่ได้นาน 3-8 ปี (ขึ้นกับรุ่น)
ประสิทธิภาพ: มากกว่า 99%
10. งดการมีเพศสัมพันธ์ (Abstinence)
เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด หากไม่มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดเลย
ประสิทธิภาพ: 100% เมื่อปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง
11. การนับระยะปลอดภัย (Fertility Awareness)
อาศัยการสังเกตรอบเดือน ได้แก่ นับวันตกไข่ วัดอุณหภูมิร่างกาย สังเกตมูกปากมดลูก
ประสิทธิภาพ: ประมาณ 77-98% **ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ**
12. การหลั่งนอก (Withdrawal)
ฝ่ายชายถอนอวัยวะเพศก่อนหลั่ง
ประสิทธิภาพ: ประมาณ 78% (ไม่แนะนำให้ใช้เป็นวิธีหลัก)
13. สารฆ่าอสุจิ (Spermicide)
เจล ครีม หรือโฟมที่ช่วยลดการเคลื่อนที่ของอสุจิ มักใช้ร่วมกับไดอะแฟรม
ประสิทธิภาพ: ประมาณ 72-79% เมื่อใช้เดี่ยว
14. การทำหมันหญิง
ผ่าตัดปิดหรือผูกท่อนำไข่
ประสิทธิภาพ: มากกว่า 99% (เหมาะสำหรับผู้ที่มั่นใจว่าไม่ต้องการมีบุตรอีก)
15. การทำหมันชาย (Vasectomy)
ผ่าตัดปิดท่อนำอสุจิ
ประสิทธิภาพ: มากกว่า 99%
ไม่ส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศ ความต้องการทางเพศ หรือการหลั่งน้ำอสุจิ (แต่จะไม่มีอสุจิปะปนหลังยืนยันผลการทำหมันสำเร็จ)
16. ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pill)
ใช้เมื่อมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือวิธีคุมกำเนิดล้มเหลว เช่น ถุงยางแตก ควรกินเมื่อไร ภายใน 72 ชั่วโมง จะได้ผลดีที่สุดสำหรับยาส่วนใหญ่ บางชนิดสามารถใช้ได้ถึง 120 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์
ประสิทธิภาพ: ยิ่งรับประทานเร็ว ยิ่งลดโอกาสตั้งครรภ์ได้มาก (ไม่ควรใช้แทนการคุมกำเนิดประจำ)
ตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพการคุมกำเนิดแต่ละวิธี
|
วิธี |
ประสิทธิภาพเมื่อใช้อย่างถูกต้อง |
|
งดมีเพศสัมพันธ์ |
100% |
|
ยาฝัง |
>99% |
|
ห่วงอนามัย |
>99% |
|
ทำหมันชาย |
>99% |
|
ทำหมันหญิง |
>99% |
|
ยาคุมกำเนิด |
>99% |
|
ถุงยางอนามัย |
>98% |
|
ยาฉีด |
>99% (เมื่อฉีดตรงเวลา) |
|
แผ่นแปะ |
>99% |
|
วงแหวน |
>99% |
|
นับวันปลอดภัย |
95-99% (เมื่อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด) |
|
หลั่งนอก |
96% (เมื่อทำได้ถูกต้องทุกครั้ง) |
|
|
|
หมายเหตุ: ตัวเลข "การใช้อย่างถูกต้อง (Perfect use)" มักสูงกว่าการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน (Typical use) ซึ่งได้รับผลกระทบจากการลืมใช้หรือใช้ไม่ถูกวิธี
วิธีไหนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้?
มีเพียง ถุงยางอนามัยผู้ชาย และ ถุงยางอนามัยผู้หญิง เท่านั้นที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV หนองใน ซิฟิลิส และ HPV ได้ ส่วนวิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ มีจุดประสงค์หลักเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้
วิธีคุมกำเนิดแบบไหนดีที่สุด?
ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะการเลือกขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น อายุ สุขภาพ โรคประจำตัว ความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ ความสะดวกในการใช้งาน และแผนการมีบุตรในอนาคต โดยทั่วไป หากต้องการป้องกันทั้งการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรใช้ ถุงยางอนามัย หากต้องการประสิทธิภาพสูงและไม่ต้องดูแลบ่อย ยาฝัง และ ห่วงอนามัย เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม หากวางแผนไม่ต้องการมีบุตรอีกในอนาคต การทำหมันอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า
FAQ
Q: วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดคืออะไร?
A: การงดมีเพศสัมพันธ์ให้ประสิทธิภาพ 100% ส่วนวิธีที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ยาฝัง ห่วงอนามัย และการทำหมัน ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า 99%
Q: ถุงยางอนามัยป้องกันการตั้งครรภ์ได้กี่เปอร์เซ็นต์?
A: หากใช้ถูกต้องทุกครั้งมีประสิทธิภาพประมาณ 98% และยังช่วยลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
Q: ยาคุมฉุกเฉินใช้แทนยาคุมรายเดือนได้หรือไม่?
A: ไม่ควร ยาคุมฉุกเฉินใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉิน และไม่เหมาะสำหรับการคุมกำเนิดเป็นประจำ
Q: วิธีคุมกำเนิดแบบใดไม่ใช้ฮอร์โมน?
A: ถุงยางอนามัย ไดอะแฟรม ห่วงอนามัยชนิดทองแดง การนับระยะปลอดภัย และการทำหมัน เป็นวิธีที่ไม่ใช้ฮอร์โมน
Update 23/07/2026